ค้นหาบล็อกนี้

วันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2553

10 Gigabit Ethernet เครือข่ายสำหรับอนาคต


    มาตราฐานของระบบเครือข่าย Gigabit Ethernet  ยุคต่อไปจะเป็นมาตราฐานเครือข่ายความเร็ว  10 Gigabitซึ่งได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  5  ปี  นับว่าเป็นนวัตกรรมทางเทคโนโลยีทางเทคโนโลยีเครือข่ายที่น่าสนใจ และเป็นมาตราฐานขนาดใหญ่ในระดับ  MAN (Metropolitan Area Network)  ไม่ใช่เพียงแค่ระบบเครือข่าย Lan อีกต่อไป     ในเดือนมีนาคม ค.ศ  1998  ได้มีการจัดตั้งพัฒนาคณะทำงานเพื่อพัฒนามาตราฐาน  IEEE 802.3 ที่มีความเร็วสูงขึ้น เรียกว่า  IEEE 802.3 (Higher Speed Study Group)
มีจุดประสงค์เบื้องต้นสำหรับมาตราฐานดังต่อไปนี้
l.สนับสนุนมาตราฐานการทำงานของ  Ethernet  ที่มีความเร็ว กิกะบิต ด้วยต้นทุนค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่า
1 Gigabit  Ethernet 2-3  เท่า
2.เป็นระบบที่ยังใช้มาตราฐานของเฟรมแบบ  802.3
3.สามารถเข้าได้กับเครือข่าย   Ethernet  มาตราฐาน   IEEE 802.3   ต่างๆได้

แหล่งที่มา :  วารสาร ไมโครคอมพิวเตอร์ ปี 52  ฉบับที่  289  สิงหาคม 2552 : 69:71

มาตราฐานการสื่อสารไร้สาย ZigBee

       Zigbee   เป็นมาตราฐานการสื่อสารไร้สารที่ใช้ระดับ  PAN (Personal  Area  Network)  เช่น  Wireless Sersor   ที่ได้รับความนิยมทางการทหาร สามารนำมาประยุกต์ใช้งานควบุมระบบต่างๆได้
รู้จักในนามของ  IEEE 802.15.4  และ ผู้ใช้เชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะการประยุต์ใช้งานด้านเครื่อข่ายเซนเซอร์ไรสารและงานควบคุมอุตสาหกรรมและงานอื่นๆอีกมากมาย
        การทดสอบเครื่องส่ง  Zigbee  คุณภาพสัญญาณที่ผ่านมอดูเลชันในการแปลงสัญญาณของสเปกตรัมที่ปล่อย ออกมาจากเครื่องส่งจะเป็นตัวบอกความสามารถในการใช้งานร่วมอุปกรณ์ในความถี่
ISM (Industrial Scientific and Medical)  คุณภาพสัญญาณส่งและประสิทธิภาพของสายอากาศจะเป็นตัวกำหนดระยะทางที่ไกลที่สุด


แหล่งที่มา :  วารสาร เซมิคอนดักชัน อิเล็กทรอนิกส์  ฉบับที่ 341 มีนาคม  2553; 154:157

LTE เทคโนโลยีสุดล้ำแห่งปี 2010

  

   เทคโนโลยี  LTE   เป็นการเติบโตของ Internet  ได้ทำให้บรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตซึ่งจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือ   ADSL   เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเข้ากับคอมพิวเตอร์ตามบ้านที่เดินสายไปถึงนั้นก็นับว่าดีที่สุดแล้ว   เพราะไม่ต้องลงทุนมากนัก   
      เทคโนโลยีเด่นของ  LTE  นั้นมีความโดดเด่นและสามารถตอบสนองกับความต้องการได้
และข้อกำหนด มาตราฐาน  LTE  ได้
1. เทคโนโลยี  OEDMA ( Orthogonal  Frequency Division Multiple Access)  เทคโนโลยีความถี่คลื่นวิทยุนำมาใช้กับเทคโนโลยีการสื่อสารใหม่ต่างๆ เช่น    WiMax , LTE
2.SC- FDMA (Single Carrier - FDMA)  หลักการจะแยกจากบิตออกเป็นส่วนๆเพื่อป้อนเข้าไปยัง  IFFT
เพื่อทีกระจายบิตไปความถี่ต่างๆ
3.MIMO (Multiple  Input Multiple Output) เป็นเทคโนโลยีความเร็วสูงและมีสายอากาศในการรับส่งสัญญาณ หรือ  Antenna
4.Fractional  Frequency  Reuse ซึงเป็นการวางแผนความถี่จะต้องใช้หลักการ   Frequency Reuse
ของระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่  

แหล่งที่มา :    วารสาร  Micro computer   ฉบับที่  341  2553:109:113

Digital Camera

 กล้องดิจิตอลเป็นกล้องใช้สำหรับถ่ายรูปได้และที่ไม่ใช้ฟิลม์ ซึ่งตัวกล้องจะใช้หน่วยความจำที่ถอดออกได้ เรียกว่า  Memory Card    กล้องดิจิตอลดูภาพจากที่จะถ่ายจากหน้าจอ  LCD  ทำให้สะดวกและประหยัด   กล้องดิจิตอลแบ่งออกตามลักษณะการใช้งานโครงสร้างเป็น  2  ประเภท




1)    กล้องดิจิตอลแบบ    Compact   เป็นกล้องที่มีขนาดเล็กน้ำหนักเบา ราคาไม่แพง  ใช้งานง่าย
เนื่องจากมีรูปแบบการถ่ายภาพสำเร็จรูปไว้เลือกอยู่แล้ว เช่น ภาพบุคคล  เด็ก สัตว์เลี้ยง วิวทิวทัศน์
เป็นต้น  เลนซ์กล้องชนิดนี้ ไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้






2)   กล้องแบบ SLR ( Single Lens Reflect )  กล้องชนิดนี้ทำงานโดยอาศัยการสะท้อนแสงจากกระจกผ่านเลนส์ได้ ทำให้ได้ภาพที่ถ่ายใกล้เคียงกับการมองเห็น และสามารถถอดเปลี่ยนเลนส์แบบอื่นๆได้ เช่น มุมกว้าง  (Wide Angle)  ถ่ายระยะไกล  (TeLe)  ตัวกล้องมีขนาดใหญ่มีฟังก์ชั่นสำหรับแต่งมากมาย แต่มีราคาแพงกว่าแบบกล้อง Compact   เหมาะสำหรับถ่ายภาพแบบมืออาชีพ


แหล่งที่มา :  รตอ. ไฟบูลย์ เปียศิริ  " กล้องดิจิตอล " 
                             หนังสือแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์อย่างเซียน (ทีพิมพ์ 2550) 18:19

Delta Sigma Convertor


Delta Sigma  Modulation  ก็คือ การมอดูเลชั่นด้วยวิธีการเดลต้าซิม่าหรือการแปลงสัญญาณวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กันเนื่องจากมีความละเอียดสูง  ในการแปลงสัญญาณอะนาลอกเป็นดิจิตอล  นอกจากเหมาะสำหรับงานที่ต้องการแบบแบนด์วิธต่ำถึงปานกลาง ส่วนคำว่า  Delta Sigma Convertor   คือ การแปลงสัญญาณอะนาลอกเป็นดิจิตอล  เช่น ออสซิลโลสโคป เครื่องมือวัดซึ่งภายในมีวงจรที่เป็นการแปลงสัญญาณ ADC  ไปเป็น DAC 


แหล่งที่มา : วารสาร  อิเล็กทรอนิส์, ปีที่ 20, ฉบับที่ 340 2553:144

EOG สัญญาณไฟฟ้าในดวงตา

 EOG   Electro Oculography  เป็นเทคนิคในการวัดศักย์ไฟฟ้าของจอแก้วตา  retina  สัญญาณที่ได้จากการวัดจะเรียกว่า  Electro Oculogram  ปัจจุบันมีการประยุกต์ใช้งาน  EOG  ในการวินิจฉัยความผิดปกติของระบบการมองเห็นและการใช้ใน การตรวจจับการเคลื่อนไหวของนัยน์ตา  ซึ่งอาจนำไปใช้ในการพัฒนาอุปกรณ์  ในการอินเฟสสหรับคนพิการ และในปัจจุบันยังมีการใช้ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และเกมส์ใหม่ๆด้วย   
     การประยุกต์  EOG  ในการออกแบบระบบคอมพิวเตอร์ช่วยเหลือผู้พิการโดยผู้พิการไม่สามาถขยับร่างกายได้แต่ใช้สามารถทางลูกตาที่มีอยู่ในการ  trigger   สัญณาณควบคุมอุปกรณ์ต่างๆภายในบ้านได้ สำหรับคนปกติแล้ว  EOG  จะมีความถี่ค่าตั้งแต่  0.05 - 35 mv  และมีความถี่สูงสุด  32 Hz   ปัจจุบันระบบคอมพิวเตอร์ช่วยเหลืออยู่ในการออกแบบขั้นตอน โดยมันสามารถตรวจจับสัญยาณ  sersor  ได้แบบ
Realtime  จึงสามารถนำไปอินเตอร์เฟสและควบคุมต่างๆภายในบ้าน


แหล่งที่มา : วารสาร อิเล็กทรอนิกส์ ปีที่ 20, ฉบับที่  340 2553:167

วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

IP Address, IPConfig และการใช้งานคำสั่ง Ping

ความหมายของ IP Address, IPConfig และการใช้งานคำสั่ง Ping

หมายเลข IP Address คือIP Address คือหมายเลขประจำเครื่องที่ต้องกำหนดให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องและอุปกรณ์ทุกชิ้นในเครือข่ายเน็ตเวิร์ค โดยมีข้อแม้ว่าหมายเลข IP Address ที่จะกำหนดให้กับคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องหรืออุปกรณ์ต่างๆ จะต้องไม่ซ้ำซ้อนกัน ซึ่งเมื่อกำหนดหมายเลข IP Address ได้อย่างถูกต้องจะช่วยให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องและอุปกรณ์ต่างๆในเครือข่ายรู้จักกันรวมถึงสามารถรับส่งข้อมูลไปมาระหว่างกันได้อย่างถูกต้อง โดย IP Address จะเป็นตัวอ้างอิงชื่อที่อยู่ของคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง ตัวอย่างเช่น หากคอมพิวเตอร์ A ต้องการส่งไฟล์ข้อมูลไปให้คอมพิวเตอร์ B คอมพิวเตอร์ A จะต้องรู้จักหรือมองเห็นคอมพิวเตอร์ B เสียก่อน โดยการอ้างอิงหมายเลข IP Address ของคอมพิวเตอร์ B ให้ถูกต้อง จากนั้นจึงอาศัยโปรโตคอลเป็นตัวรับส่งข้อมูลระหว่างทั้ง 2 เครื่อง

IP Address จะประกอบไปด้วยตัวเลขจำนวน 4 ชุด ระหว่างตัวเลขแต่ละชุดจะถูกคั่นด้วยจุด “.” เช่น 192.168.0.1 โดยคอมพิวเตอร์จะแปลงค่าตัวเลขทั้ง 4 ชุดให้กลายเป็นเลขฐาน 2 ก่อนจะนำค่าที่แปลงได้ไปเก็บลงเครื่องทุกครั้ง และนอกจากนี้หมายเลข IP Address ยังแบ่งออกเป็น 2 ส่วนดังนี้

1.ส่วนที่ใช้เป็นหมายเลขเครือข่าย (Network Address)
2.ส่วนที่ใช้เป็นหมายเลขเครื่อง (Host Address)

ซึ่งหมายเลขทั้ง 2 ส่วนนี้สามารถแบ่งออกตามลักษณะการใช้งานได้ 5 Class ด้วยกันได้แก่ Class A, B, C, D และ E สำหรับ Class D และ E ทางหน่วยงาน InterNIC (Internet Network Information Center: หน่วยงานที่ได้รับการจัดตั้งจากรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการออกมาตรฐานและจัดสรรหมายเลข IP Address ให้กับคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายทั่วโลก) ได้มีการประกาศห้ามใช้งาน

Class A หมายเลข IP Address จะอยู่ในช่วง 0.0.0.0 ถึง 127.255.255.255 มีไว้สำหรับจัดสรรให้กับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อภายในเครือข่ายจำนวนมากๆ

Class B หมายเลข IP Address จะอยู่ในช่วง 128.0.0.0 ถึง 191.255.255.255 มีไว้สำหรับจัดสรรให้กับองค์กรขนาดกลาง ซึ่งสามารถเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายได้มากถึง 65,534 เครื่อง

Class C หมายเลข IP Address จะอยู่ในช่วง 192.0.0.0 ถึง 223.255.255.255 มีไว้สำหรับจัดสรรให้กับองค์กรขนาดเล็กและใช้กับคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตสามารถต่อเชื่อมกับคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายได้ 254 เครื่อง

Class D หมายเลข IP Address จะอยู่ในช่วง 224.0.0.0 ถึง 239.255.255.255 สำหรับหมายเลข IP Address ของ Class นี้มีไว้เพื่อใช้ในเครือข่ายแบบ Multicast เท่านั้น

Class E หมายเลข IP Address จะอยู่ในช่วง 240.0.0.0 ถึง 254.255.255.255 สำหรับหมายเลข IP Address ของ Class นี้จะเก็บสำรองไว้ใช้ในอนาคต ปัจจุบันจึงยังไม่ได้มีการนำมาใช้งาน

Public IP และ Private IP แตกต่างกัน?
บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเราจะได้รับการจัดสรร IP Address จากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP: Internet Service Providers) ที่ใช้อยู่ ซึ่งเป็น IP Address ของจริงหรือที่เรียกว่า “Public IP” แต่สำหรับการต่อเครือข่ายเพื่อใช้งานภายในบ้านหรือออฟฟิศต่างๆ เราจะใช้ IP Address ของปลอม หรือที่เรียกว่า “Private IP” ซึ่ง Class ที่นิยมใช้กันก็คือ Class C ที่อยู่ในช่วง 192.168.0.0 ถึง 192.168.255.0 โดยผู้ใช้หรือผู้ดูแลระบบจะสามารถเป็นผู้กำหนดหมายเลข IP Address แบบ Private IP ด้วยตนเองได้

Public IP


Private IP


IPConfig คำสั่งสำหรับเรียกดูหมายเลข IP Address ภายในเครื่อง
คำสั่ง IPConfig เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับเรียกดูหมายเลข IP Address ของเครื่องที่ท่านใช้งานอยู่ ซึ่งถ้าหากท่านไม่ทราบว่าหมายเลข IP Address ของเครื่องที่ท่านใช้งานอยู่นั้นเป็นหมายเลขอะไรหรือมีรายละเอียดอะไรที่เกี่ยวข้องกับหมายเลข IP Address บ้าง ก็สามารถใช้คำสั่งนี้เรียกดูผ่านหน้าต่าง Command Prompt ได้เลยครับ โดยเข้าไปที่

1.คลิกปุ่ม Start > Run > พิมพ์ cmd วรรค /k วรรค ipconfig



จะได้ผลลัพธ์ออกมาดังรูป


2.ถ้าหากต้องการดูหมายเลข IP Address ซึ่งบอกรายละเอียดทั้งหมดก็สามารถดูได้โดยคลิกปุ่ม Start > Run > พิมพ์ cmd วรรค /k วรรค ipconfig วรรค /all

จะได้ผลลัพธ์ออกมาดังรูป


และนอกจากนี้ยังมีตัวเลือกเพิ่มเติมที่นิยมใช้ร่วมกับคำสั่ง IPConfig ได้แก่
ipconfig [/?
/all
/renew [adapter]
/release [adapter]
/flushdns
/displaydns
/registerdns
/showclassid adapter
/setclassid adapter [classid] ]

Options:
/? แสดง help ของคำสั่งนี้
/all แสดงรายละเอียดทั้งหมด
/release ยกเลิกหมายเลข IP ปัจจุบัน
/renew ขอหมายเลข IP ใหม่ ในกรณีที่เน็ตเวิร์คมีปัญหา เราอาจจะลองตรวจสอบได้โดยการใช้คำสั่งนี้ ซึ่งหากคำสั่งนี้ทำงานได้สำเร็จ แสดงว่าปัญหาไม่ได้มาจากระบบเครือข่าย แต่อาจจะเกิดจากซอฟท์แวร์ของเรา
/flushdns ขจัด DNS Resolver ออกจาก cache.
/registerdns ทำการ Refreshes DHCP ทั้งหมด และ registers DNS names ใหม่
/displaydns แสดง DNS Resolver ทั้งหมดที่มีในอยู่ Cache.
/showclassid แสดง class IDs ทั้งหมดที่ DHCP ยอมให้กับการ์ดแลนใบนี้
/setclassid แก้ไข dhcp class id.

การใช้คำสั่ง Ping ตรวจสอบการเชื่อมต่อเครือข่าย
คำสั่ง Ping เป็นคำสั่งที่ใช้ในการตรวจสอบการเชื่อมต่อกับเครือข่ายระหว่างคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องที่อยู่ในเครือข่าย โดยคำสั่ง Ping จะส่งข้อมูลที่เป็นแพ็คเกจ 4 ชุดๆละ 32 Byte ไปยังคอมพิวเตอร์ปลายทางที่ต้องการตรวจสอบ หากมีการตอบรับกลับมาจากคอมพิวเตอร์เป้าหมายก็แสดงว่าการเชื่อมต่อเครือข่ายยังเป็นปกติ แต่หากไม่มีการตอบรับกลับมาก็แสดงว่าคอมพิวเตอร์ปลายทางหรือเครือข่ายอยู่ในช่วงหนาแน่น ดังนั้นจะเห็นว่าคำสั่ง Ping มีประโยชน์อย่างมากในการตรวจสอบสถานะการเชื่อมต่อเครือข่ายเบื้องต้นได้เป็นอย่างดี

ขั้นตอนการเรียกใช้งานมีดังนี้

1.คลิกปุ่ม Start > Run > พิมพ์ cmd เพื่อเรียกใช้งาน Command Prompt ดังรูป


2.เมื่อปรากฏหน้าต่าง Command Prompt ให้พิมพ์คำสั่ง ping ตามด้วยหมายเลข IP Address ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต้องการเข้าไปตรวจสอบลงไป จากนั้นกดปุ่ม Enter

3.หากมีการตอบรับกลับมาจากคอมพิวเตอร์ปลายทาง จะปรากฏคำสั่งเหมือนในกรอบสีแดง แสดงว่าคอมพิวเตอร์ทั้ง 2 เครื่องสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ตามปกติ


4.แต่ถ้าปรากฏคำสั่ง “Request timed out” นั่นแสดงว่าคอมพิวเตอร์ทั้ง 2 เกิดปัญหาขัดข้องไม่สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้ ซึ่งจะต้องทำการตรวจสอบการเชื่อมต่อเครือข่ายรวมถึงการตั้งค่าต่างๆให้ถูกต้อง แล้วลองใช้คำสั่ง Ping ตรวจสอบอีกครั้ง

ตัวเลือกเพิ่มเติมที่นิยมใช้ร่วมกันกับคำสั่ง Ping
Usage: ping [-t] [-a] [-n count] [-l size] [-f] [-i TTL] [-v TOS] [-r count] [-s count] [[-j host-list]
[-k host-list]
[-w timeout] target_name

Options:

-t Ping ไปยัง Host ตามที่ระบุเรื่อยๆ จนกว่าจะสั่งยกเลิกโดยกดแป้น Ctrl-C.และหากต้องการดูสถิติให้กดแป้น Ctrl-Break

-a เปลี่ยนหมายเลข IP Address ของ Host เป็นชื่อแบบตัวอักษร
-n count Ping แบบระบุจำนวน echo ที่จะส่ง
-l size กำหนดขนาด buffer
-f ตั้งค่าไม่ให้แยก flag ใน packet.
-i TTL Ping แบบกำหนด Time To Live โดยกำหนดค่าตั้งแต่ 1-255
-v TOS กำหนดประเภทของบริการ (Type of service)
-r count Ping แบบให้มีการบันทึกเส้นทางและนับจำนวนครั้งในการ hops จนกว่าจะถึงปลายทาง
-s count Ping แบบนับเวลาในการ hop แต่ละครั้ง
-j host-list Loose source route along host-list.
-k host-list Strict source route along host-list.
-w timeout Ping แบบกำหนดเวลารอคอยการตอบรับ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง http://www.varietypc.net/main/archives/692